วันเสาร์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

27.อำไพ ใสโพธิ์ เมาแล้วมีอารมณ์



             
              น..อำไพ  ใสโพธิ์  อายุ 26 ปี  หมายเลขประจำตัว 139/42  คดีพรากผู้เยาว์  ฆ่าผู้อื่นโดยกระทำทารุณโหดร้ายและเพื่อปกปิดความผิดอื่นของตน  ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 289(5)(7), 277 วรรค 2, 317 วรรค 3, 91(3)  หมายเลขคดีดำที่ 3856/41  หมายเลขคดีแดงที่ 6219/41  ศาลจังหวัดบุรีรัมย์  เหตุเกิดพื้นที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอละหานทราย  จังหวัดบุรีรัมย์

              วันที่ 20 เมษายน พ..2541  เวลา 10.00 .  เจ้าหน้าที่ตำรวจสภ..ละหานทราย  ได้รับแจ้งจากนายทวีและนางวิรัช  นันทวงษ์  อยู่บ้านเลขที่ 21  หมู่ที่ 7 บ้านหนองด่าน  ตำบลสำโรงใหม่  อำเภอละหานทราย  จังหวัดบุรีรัมย์  ว่าหลานสาวชื่อด..กุลธิดา  ใจกล้า  อายุ 2 ขวบ 3 เดือน  ซึ่งพ่อและแม่ทำงานเย็บผ้าอยู่ที่กรุงเทพฯ  ได้หายออกจากบ้านไปเมื่อตอนสายๆของวันนี้  โดยมีคนเห็นว่าหลานสาวได้ไปซื้อขนมที่ร้านค้า  กับชายหนุ่มที่อยู่ในอาการมึนเมา  แล้วนั่งรถจักรยานยนต์หายไปทางท้ายหมู่บ้าน  เกรงว่าจะถูกล่อลวงไปทำมิดี  ขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจช่วยติดตามหาตัวด้วย

              ต่อมากำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ  ได้แบ่งสายกระจายกำลังกันออกหาตัวด..กุลธิดาทันที  จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าไปตรวจสอบบริเวณป่าละเมาะท้ายหมู่บ้าน  ทุกคนต้องตกตลึงเบือนหน้าหนีภาพดังกล่าวทันที  เมื่อพบว่าบริเวณข้างจอมปลวก  มีร่างของด..กุลธิดานอนเปลือยกายเสียชีวิตอยู่  สภาพศพถูกตีด้วยของแข็งจนกะโหลกยุบ  เลือดและเศษมันสมองกระจายเกลื่อนส่งกลิ่นคาวคละคลุ้ง  บริเวณอวัยวะเพศมีร่องรอยถูกข่มขืนจนฉีกขาด  เลือดไหลนองปนกับน้ำอสุจิซึ่งสามารถมองเห็นได้อย่างเด่นชัด  นายทวีและนางวิรัชเมื่อมาเห็นสภาพหลานเป็นเช่นนั้น  ต่างก็ปล่อยโฮและเป็นลมล้มฟุบไปทั้งคู่ทันที  เจ้าหน้าที่ตำรวจคาดว่าด..กุลธิดาน่าจะเสียชีวิตไม่เกิน 1 ชั่วโมง  และคนร้ายน่าจะยังหนีไปได้ไม่ไกล  จึงได้วิทยุแจ้งให้ช่วยกันออกติดตามจับกุมโดยด่วน   
  
              เจ้าหน้าที่ตำรวจส่วนหนึ่งได้ไปซุ่มอยู่บริเวณท่ารถในตลาด  และพบว่ามีชายหนุ่มท่าทางน่าสงสัยอยู่ในสภาพมึนเมา  เดินถือกระเป๋าพะรุงพะรังกำลังจะขึ้นรถประจำทาง  คล้ายหนีใครมาอย่างมีพิรุธ  จึงเข้าทำการตรวจค้น  ชายคนดังกล่าวเมื่อรู้ตัวว่าถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเรียกตรวจ  ก็มีอาการหน้าซีดอย่างเห็นได้ชัด  จากการตรวจสอบพบว่าที่ขากางเกงและชายเสื้อมีรอยเปื้อนเลือด  จึงนำตัวมาสอบสวนที่โรงพัก  ทราบชื่อในเวลาต่อมาคือ นายอำไพ  ใสโพธิ์  อยู่บ้านน้อยหนองหว้า  หมู่ 8 ตำบลสำโรงใหม่  อำเภอละหานทราย  เบื้องต้นให้การปฏิเสธและให้การวกวน

              หลังจากพยายามเค้นหาความจริงอยู่พักหนึ่ง  สุดท้ายนายอำไพก็เปิดปากยอมรับสารภาพว่าเป็นผู้ลงมือข่มขืนและฆ่าด..กุลธิดาจริง  โดยบอกว่าตนเพิ่งแต่งงานมาได้ 2 วัน  แต่เนื่องจากตนเป็นคนมีความต้องการสูงมาก  เป็นเหตุให้เมียทนรับไม่ไหว  หอบเสื้อผ้าหลบหนีไป  ตนกลุ้มใจมากจึงไปนั่งดื่มเหล้าที่ตลาด  พอเมาได้ที่แล้วเกิดอารมย์กลัดมันขึ้นมา  เห็นด..กุลธิดาเดินเตาะแตะมาพอดี  จึงเข้าไปหลอกล่อพาไปซื้อขนม  จากนั้นพาขึ้นรถจักรยานยนต์ไปยังป่าละเมาะท้ายหมู่บ้าน  แล้วพยายามลงมือข่มขืน  แต่เด็กร้องไห้ด้วยความเจ็บปวด  ตนกลัวชาวบ้านจะได้ยินเสียงแล้วเข้ามาเห็น  จึงจับขาเด็กเหวี่ยงฟาดไปที่จอมปลวกจนสลบ  แล้วจึงลงมือข่มขืนจนสำเร็จความใคร่  เสร็จแล้วเด็กได้ฟื้นขึ้นมาและส่งเสียงร้องไห้อีก  ตนเห็นที่อวัยวะเพศเด็กมีเลือดไหลออกมามาก  กลัวจะมีคนมาเห็นความผิดที่ตนก่อขึ้น  จึงจับขาเด็กเหวี่ยงฟาดไปที่จอมปลวกอีกครั้งจนเด็กแน่นิ่งไป  แล้วหยิบท่อนไม้ที่ตกอยู่ในบริเวณนั้น  ตีซ้ำเข้าที่ศรีษะจนขาดใจตาย  แล้วรีบหนีออกมาจากที่เกิดเหตุ  กลับเข้าบ้านเก็บเสื้อผ้าแล้วมาเตรียมขึ้นรถที่ตลาดเพื่อหลบหนีความผิด  แต่มาถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าจับกุมได้เสียก่อน  จึงหมดโอกาสที่จะไปก่อกรรมชั่วกับใครได้อีก

              ต่อมาเวลา 15.30 .วันเดียวกัน  เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัวนายอำไพไปทำแผนยังที่เกิดเหตุ  เพื่อประกอบคำรับสารภาพ  ชาวบ้านนับร้อยที่ไปมุงดูการทำแผน  ได้พยายามฝ่าวงล้อมของเจ้าหน้าที่ตำรวจ  เข้าไปรุมประชาทัณฑ์นายอำไพจนสะบักสบอม  และเรียกร้องให้ประหารชีวิตสถานเดียว  เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องใช้ความพยายามนำตัวนายอำไพ  หลุดพ้นจากบาทาชาวบ้านกลับมาคุมขังที่สภ..ละหานทรายอย่างทุลักทุเล

              หลังการสอบสวนเสร็จสิ้น  ได้ขออำนาจศาลฝากขังนายอำไพไว้ที่เรือนจำจังหวัดบุรีรัมย์  และทำการสรุปสำนวนการสอบสวนและพยานหลักฐานต่างๆ  ส่งมอบให้อัยการเพื่อฟ้องร้องดำเนินคดีนายอำไพ  ต่อศาลจังหวัดบุรีรัมย์

              ผลการพิจารณาของศาลชั้นต้น  ได้ตัดสินให้ประหารชีวิต  และได้ส่งตัวมาควบคุมที่เรือนจำกลางบางขวาง  ..อำไพได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลเพื่อขอลดหย่อนโทษ  ผลการพิจารณาของศาลอุทธรณ์  ได้ตัดสินยืนตามศาลชั้นต้น  ..อำไพได้ยื่นฎีกาต่อศาลเพื่อขอลดหย่อนโทษ  ผลการพิจารณาของศาลฎีกามีดังนี้

              คดีคงมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเป็นข้อแรกว่า  วิธีการที่จำเลยฆ่าผู้ตายเป็นการกระทำโดยทารุณโหดร้ายหรือไม่  ในปัญหาข้อนี้แม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นอุทธรณ์  แต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย  จำเลยจึงยกขึ้นฎีกาได้  ได้ความตามทางพิจารณาว่าหลังเกิดเหตุ  พนักงานสอบสวนและเจ้าพนักงานแพทย์โรงพยาบาลละหานทราย  ได้ร่วมกันชันสูตรพลิกศพผู้ตาย  พบว่าผู้ตายถูกไม้ตีที่ศรีษะจนกะโหลกแตกละเอียดและยุบ  และที่เนินดินจอมปลวกเหนือศพผู้ตายมีรอยยุบ  ลักษณะถูกศรีษะคนกระแทก  แต่ไม่ได้ความชัดเจนว่าจำเลยได้กระทำการทารุณโหดร้ายผู้ตายอย่างไรบ้าง  เพราะโจทก์ไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็น

              การที่จำเลยจับศรีษะผู้ตายกระแทกกับเนินดินจอมปลวก  และใช้ไม้ตีศรีษะผู้ตายจนกะโหลกแตกละเอียด  น่าเชื่อว่าจำเลยกระทำไปโดยมีเจตนาจะทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตายในทันที  เพื่อปกปิดความผิดอื่นของตนเท่านั้น  มิใช่เพื่อให้ผู้ตายได้รับความเจ็บปวดทรมานจนกระทั่งขาดใจตาย  จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการฆ่าผู้ตายโดยกระทำทารุณโหดร้าย  ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 289(5)  ดังที่ศาลล่างทั้งสองพิจารณา  ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น  แต่อย่างไรก็ตามคดีนี้คงฟังเป็นยุติได้ว่า  จำเลยฆ่าผู้ตายเพื่อปกปิดความผิดอื่นของตน  อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 289(7)  ซึ่งมีระวางโทษประหารชีวิตสถานเดียวเช่นเดิม

              จึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปว่า  กรณีมีเหตุสมควรลดโทษประหารชีวิตให้จำเลย  ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78  ประกอบมาตรา 52  คงเหลือโทษจำคุกสถานเดียวหรือไม่  ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว  เห็นว่า  แม้คดีนี้จำเลยจะให้การรับสารภาพ  แต่คำรับสารภาพของจำเลยอันจะถือเป็นเหตุบรรเทาโทษ  ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 ได้นั้น  จะต้องเป็นกรณีที่ให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา  ศาลจึงจะพิจารณาลดโทษที่ลงแก่จำเลยได้

              การพิจารณาของศาลชั้นต้นในคดีนี้ปรากฏว่าโจทก์มีพยานหลักฐาน  ทั้งพยานบุคคล  พยานวัตถุ  และพยานพฤติเหตุแวดล้อมแน่นหนามั่นคง  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  เลือดซึ่งติดอยู่ที่กางเกงชั้นในตัวที่จำเลยสวมใส่ในขณะที่จำเลยถูกจับกุมในวันเกิดเหตุ  แม้ผู้ตายและจำเลยจะมีเลือดหมู่เอบีเช่นเดียวกัน  แต่ผู้ชำนาญการพิเศษสถาบันนิติเวชวิทยา  สำนักงานแพทย์ใหญ่  กรมตำรวจ  ได้ตรวจสารพันธุกรรมแล้ว  พบว่าเลือดที่ติดอยู่ที่กางเกงชั้นในของจำเลยดังกล่าวมี  DNA  HLA  DQ  ชนิด  1.2, 1.2  ตรงกับผู้ตาย  จึงฟังได้ว่าเป็นเลือดของผู้ตาย  การที่กางเกงชั้นในของจำเลยมีเลือดของผู้ตายมาติดอยู่ได้เช่นนี้  เป็นข้อบ่งชี้ให้เห็นว่าคนร้ายที่พาผู้ตายไปกระทำชำเราจนช่องคลอดฉีกขาด  และฆ่าผู้ตายจะเป็นใครอื่นไปไม่ได้นอกจากจำเลย

              แม้โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น  แต่ศาลก็ได้อาศัยพยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าว  เป็นข้อสำคัญในการวินิจฉัยชี้ขาดข้อเท็จจริงและพิพากษาลงโทษจำเลยได้  โดยไม่มีความจำเป็นต้องอาศัยคำรับสารภาพของจำเลยอีก  ทั้งตามรูปคดีที่โจทก์นำสืบก็มีเหตุผลน่าเชื่อว่า  จำเลยได้ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนเพราะจำนนต่อพยานหลักฐาน  อันเป็นรอยเลือดของผู้ตายที่ติดอยู่ตามร่างกาย  และเสื้อผ้าของจำเลยชุดที่จำเลยสวมใส่อยู่ในขณะถูกจับกุมภายหลังเกิดเหตุใหม่ๆ  หาใช่รับสารภาพเพราะสำนึกในความผิดไม่  เพราะได้ความจากคำเบิกความของพนักงานสอบสวนพยานโจทก์ว่า  วันเกิดเหตุหลังจากพยานได้รับแจ้งว่ามีคนร้ายลักพาตัวผู้ตายแล้ว  พยานได้แจ้งให้เจ้าพนักงานตำรวจสายตรวจทราบ  ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจได้ควบคุมตัวจำเลยในฐานะผู้ต้องสงสัยมามอบให้พยานสอบสวน 

              ซึ่งศาลฎีกาได้ตรวจดูแล้ว  ตามบันทึกดังกล่าวระบุว่า  จำเลยซึ่งอยู่ในอาการมึนเมา  ได้ให้การว่าจำเลยพาตัวผู้ตายไปจริง  แต่จำเลยได้ปล่อยตัวผู้ตายไปแล้วที่ริมหมู่บ้าน  โดยจำเลยไม่ได้ทำอะไรผู้ตาย  และได้ความจากคำเบิกความของพนักงานสอบสวนพยานโจทก์ต่อไปอีกว่า  ต่อมาพยานได้ตรวจร่างกายจำเลย  พบว่าที่อวัยวะเพศจำเลยมีคราบเลือดติดอยู่  และที่กางเกงชั้นในของจำเลยก็มีคราบเลือดติดอยู่  พยานได้สอบสวนอีกจำเลยจึงยอมให้การรับสารภาพ  ทั้งตามรูปคดีที่โจทก์นำสืบก็ไม่ปรากฏว่า  พนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ  อันเป็นพยานวัตถุและพยานแวดล้อมโดยอาศัยคำรับสารภาพของจำเลยแต่อย่างใด  ดังนี้  คำรับสารภาพของจำเลยทั้งในชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณาในกรณีเช่นนี้  ไม่ถือว่าเป็นการให้ความรู้แก่ศาล  อันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา  จึงไม่มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78  อันจะพึงลดโทษให้แก่จำเลยได้  สำหรับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 426/2540  ซึ่งจำเลยอ้างมาในฎีกานั้น  ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้  ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษประหารชีวิตจำเลยโดยไม่ลดโทษให้จำเลยนั้น  ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย  ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น  พิพากษายืนตามศาลล่างทั้งสอง

              เมื่อเป็นนักโทษประหารเด็ดขาดแล้ว  ..อำไพได้ทำหนังสือทูลเกล้าขอพระราชทานอภัยโทษตามสิทธิ์  และได้รอผลการพิจารณาอยู่ที่หมวดควบคุมนักโทษประหารแดน 1

              วันพฤหัสบดีที่ 23 สิงหาคม พ..2544  เวลา 11.00 .  ข้าพเจ้าได้รับแจ้งอย่างเป็นความลับว่า  จะมีการประหารชีวิตนักโทษเด็ดขาดจำนวน 1 ราย  ข้าพเจ้าจึงไปจัดเตรียมสิ่งของที่จะต้องใช้  และสวดมนต์ไหว้พระทำจิตใจให้สงบ  รอเวลาที่จะเบิกตัวนักโทษมาดำเนินการตามขั้นตอนการประหารต่อไป   

              เวลา 16.10 .  ข้าพเจ้าได้รับแจ้งชื่อนักโทษที่จะต้องเข้าไปเบิกตัวคือ น..อำไพ  ใสโพธิ์  ข้าพเจ้าและพี่เลี้ยงอีก 2 นายพร้อมด้วยหัวหน้าฝ่ายควบคุมกลาง  ได้เข้าไปเบิกตัวที่หมวดควบคุมนักโทษประหารแดน 1  เมื่อเจ้าหน้าที่ประจำตึกขังไขกุญแจเปิดประตู  นักโทษที่อยู่ภายในต่างเงียบเสียงรอฟังว่า  ใครจะเป็นผู้โชคร้ายที่ถูกเรียกชื่อในวันนี้บ้าง  เมื่อไปถึงห้องที่ใช้คุมขังน..อำไพ  หัวหน้าฝ่ายควบคุมกลางได้ขานชื่อ อำไพ  ใสโพธิ์  ออกมาข้างนอกด้วย  ข้าพเจ้าเห็นน..อำไพซึ่งดูเด็กกว่าทุกคนในห้องนั้น  ลุกยืนขึ้นพร้อมกับยกมือไหว้ไปรอบห้องแล้วกล่าวว่า ผมลาก่อนครับ  ขอให้ทุกคนโชคดี  อย่าโดนอย่างผมนะครับ  มีเสียงตอบมา  ไปที่ชอบโว้ยไอ้น้อง  นึกถึงพระถึงเจ้าไว้  แล้วจะบอกที่บ้านให้ทำบุญไปให้  ฯลฯ  แล้วน..อำไพก็เดินมาที่ประตูห้อง  ข้าพเจ้ารีบคว้าแขนดึงตัวให้พ้นออกมาจากห้อง  สวมกุญแจมือและค้นตัวตามระเบียบ  

              เมื่อนำตัวมาถึงหมวดผู้ช่วยเหลือฯ  เจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองทะเบียนประวัติอาชญากร  และเจ้าหน้าที่ฝ่ายทะเบียนประวัติผู้ต้องขัง  เข้ามาทำการพิมพ์ลายนิ้วมือ  ตรวจสอบตำหนิแผลเป็นและประวัติบุคคลตามระเบียบ  สารวัตรโกมลได้ถามว่า อำไพ  คุณนึกยังไงถึงได้ข่มขืนเด็ก  ..อำไพตอบว่า ผมไม่ได้ตั้งใจครับ  ช่วงนั้นผมเมาเลยขาดสติไปชั่ววูบ  ปกติแล้วเวลาผมเมาผมจะมีอารมย์ทันที  ผมมีเมียทั้งหมด 3 คน  พอดีเมียผมไม่อยู่เลยสักคน  เห็นเด็กเดินมาเลยหน้ามืดไปหน่อยครับ  ข้าพเจ้าถามว่า แล้วไม่นึกสงสารเด็กบ้างหรือยังไง  เด็กที่ตายตัวขนาดไหนหรือ  ..อำไพยกมือแสดงความสูงของเด็ก  แล้วพูดว่า แค่นี้ครับ  ตอนนั้นผมเมามากไปหน่อย  ข้าพเจ้าเห็นแล้วให้รู้สึกเศร้าใจ  พี่เลี้ยงอีกนายถามว่า แล้วหลอกเด็กไปยังไง  เด็กไม่ร้องไห้ให้คนช่วยหรือ   

              ..อำไพเล่าให้ฟังว่า ผมซื้อขนมให้เด็กก่อน  แล้วบอกว่าจะพาไปเที่ยว  เด็กดีใจยอมให้ผมอุ้มขึ้นนั่งรถ  พอไปถึงที่เปลี่ยวผมก็จอดรถ  อุ้มเด็กเดินเข้าไปในป่าข้างทาง  บอกเด็กว่าจะพาเข้าไปเดินเล่น  เมื่อถึงข้างจอมปลวกผมได้วางเด็กลง  แล้วถอดเสื้อผ้าให้เด็ก  เด็กก็ยังไม่รู้ว่าผมจะทำอะไรแก  มองดูผมตาปริบๆ  ผมจับให้นอนลงเด็กก็นอนลงอย่างว่าง่าย  แต่พอผมทำกับแก  เด็กคงจะเจ็บร้องไห้ลั่นขึ้นมา  ผมเอามืออุดปากไว้  แต่เด็กดิ้นไม่หยุด  ผมเลยจับตัวฟาดกับจอมปลวกจนสลบ  แล้วผมรีบจัดการให้เสร็จ  เมื่อเสร็จแล้วเด็กฟื้นและร้องไห้จ้าขึ้นมา  ไม่รู้ว่าผีห่าตัวใด  ดลใจให้ผมจับเด็กฟาดกับจอมปลวกอีกครั้ง  แล้วเอาไม้หวดเด็กจนตาย  ผมยอมรับว่าผมมันเป็นคนระยำมักมากในกาม  มีเมียกี่คนก็ทนรับผมไม่ไหว  จะเอาตัวผมไปฆ่าแกงที่ไหนก็เชิญเถอะครับ 

              ข้าพเจ้าพูดว่า แล้วไม่โดนชาวบ้านเหยียบบ้างหรือไง  ทำไมถึงได้โหดเหลือเกิน  โชคดีที่พวกผมไม่มีหน้าที่แก้แค้นให้ใคร  แต่ที่ต้องทำกับอำไพในวันนี้  เป็นการทำตามหน้าที่เท่านั้น  อย่าได้โกรธเคืองพวกผมนะ

              ..อำไพ ผมโดนกระทืบแทบตาย  ชาวบ้านบ้าง  ตำรวจบ้าง  พวกในห้องขังด้วยกันบ้าง  เข้าไปที่บุรีรัมย์ก็โดนอีก(หมายถึงเรือนจำ)  แต่ผมไม่โกรธพวกเขาหรอก  ถ้าเป็นผมๆก็คงไม่ปล่อยไว้เช่นกัน  แค่นี้ยังไม่สาสมกับความผิดของผมหรอกครับ

              เมื่อพิมพ์ลายนิ้วมือเสร็จ  เวรผู้ใหญ่ได้เข้ามาอ่านคำสั่งจากสำนักนายกรัฐมนตรีให้ฟัง  แล้วให้เซ็นทราบในคำสั่งนั้น  เสร็จแล้วให้ทำพินัยกรรมและเขียนจดหมาย  ..อำไพได้เขียนจดหมายลาทางบ้านฉบับหนึ่ง  จากนั้นข้าพเจ้าได้ยกอาหารมื้อสุดท้ายมาให้  ในวันนั้นมีแกงเผ็ดหมู  ข้าวเปล่า  และขนมข้าวเหนียวถั่วดำ  ..อำไพได้ตักกินไปอย่างละหน่อยแล้ววางช้อนลง  พร้อมกับพูดว่า อยากจะกินแต่กินไม่ลง  เฮ้อ! เพราะเหล้าแท้ๆไม่น่าเลย

              ต่อจากนั้นได้นำตัวไปฟังเทศนาธรรมจากพระสงฆ์  ซึ่งได้กล่าวถึงผลกรรมและการไม่อาฆาตจองเวร  พร้อมกับแนะนำทางสงบให้น..อำไพ  โดยให้นึกถึงแต่พระพุทธ  พระธรรม  และพระสงฆ์ไว้  เสร็จแล้วข้าพเจ้านำตัวไปสู่ห้องประหารทันที

              ระหว่างทางข้าพเจ้าได้ถามไปว่า อำไพอยากกินอะไรพิเศษไหม  พรุ่งนี้ผมจะทำบุญไปให้  ..อำไพ ก็ดีครับหัวหน้า  ผมขอประเภทลาบน้ำตก  อย่าลืมข้าวเหนียวด้วยนะครับ  แต่จะถึงผมหรือเปล่าก็ไม่รู้ 

              เมื่อผ่านศาลเจ้าพ่อเจตคุปต์  ได้ให้น..อำไพแวะเข้ากราบลา  แล้วพาเดินต่อไปจนถึงศาลาเย็นใจ  ข้าพเจ้าได้ให้นั่งที่เก้าอี้ขาว  ให้พนมมือกำดอกไม้ธูปเทียน  พี่เลี้ยงอีกนายใช้ผ้าดิบผูกปิดตา  แล้วช่วยกันประคองเข้าห้องสู่ประหาร  โดยนำไปผูกมัดตัวที่หลักประหารหลักที่หนึ่ง  ระหว่างผูกมัดน..อำไพได้พูดเป็นครั้งสุดท้าย หัวหน้าครับ  ฝากเตือนคนทั่วไปด้วยนะครับ  เหล้ายาเป็นสิ่งไม่ดี  เป็นต้นเหตุของความผิดหลายๆอย่าง  ถ้าใครเลิกได้ก็ขอให้เลิกซะ  แต่ถ้าเลิกไม่ได้  ก็ขอให้กินอย่างมีสติ  อย่าให้เหมือนอย่างผมเลยนะครับ  ข้าพเจ้าตอบไปว่า ถ้าผมมีโอกาสผมจะบอกให้นะ  เสร็จแล้วได้ทำการตั้งเป้าตาวัว  เอาทรายแห้งโรยรอบหลักประหาร  แล้วแจ้งให้หัวหน้าชุดประหารทราบ

              พลเล็งปืนเข้าทำหน้าที่บรรจุกระสุนและตั้งศูนย์ปืน  เพชฌฆาตมือหนึ่งเข้าตรวจสอบอีกครั้ง  เมื่อพร้อมแล้วธงแดงได้สะบัดลงทันที  ปัง  ปังๆๆๆๆๆๆ  รวมทั้งสิ้น 8 นัด  ทำการประหารเมื่อเวลา 17.05 .  เมื่อเสียงปืนสงบ  ข้าพเจ้าได้ยินเสียงครางแผ่วๆอยู่พักหนึ่งแล้วเงียบเสียงไป  เมื่อครบ 3 นาที  ได้เข้าไปตรวจดูพร้อมแพทย์  ปรากฏว่าน..อำไพได้สิ้นใจไปแล้ว  หัวหน้าชุดประหารจึงสั่งให้นำร่างลงจากหลัก  จับให้นอนคว่ำหน้าไว้  เจ้าหน้าที่พิมพ์ลายนิ้วมือได้เข้ามาทำหน้าที่ต่อไป

              ขอให้ดวงวิญญาณของด..กุลธิดา  ใจกล้า  จงเป็นสุขอยู่ในสุขคติภพ  คนที่ทำกับหนูไว้  ได้ชดใช้กรรมให้แล้ว          
      

              ขออโหสิกรรมต่อนายอำไพ  ใสโพธิ์  จงหมดสิ้นเวรกรรมทั้งหลายที่ได้ทำไว้


              ขอชมเชยความตั้งใจในการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจสภ..ละหานทราย  ทุกท่าน  ถึงแม้จะพบเด็กสายไปหน่อย  แต่ยังคงสามารถติดตามจับกุมคนร้ายได้แทบจะทันที  ด้วยใจจริง                           

วันอังคารที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2556

26.โปร่ง เกตุศิริ ผมอยากคุยกับนักข่าว



             น..โปร่ง  เกตุศิริ  อายุ 64 ปี  หมายเลขประจำตัว 168/41  คดียาเสพติดให้โทษ(เฮโรอีน)  ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ  ..2522  มาตรา 66  หมายเลขคดีดำที่ 1310/38, 3198/38  หมายเลขคดีแดงที่ 1089/41, 1090/41  ศาลอาญากรุงเทพฯ  ผลงานการจับกุมของกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด

              วันที่ 4 ธันวาคม พ..2537  เวลา 14.00 .  เจ้าหน้าที่ตำรวจหน่วยปราบปรามยาเสพติด  ร่วมด้วยเจ้าหน้าที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด  เจ้าหน้าที่ศุลกากร  เจ้าหน้าที่ประสานงานหน่วยปราบปรามยาเสพติดของประเทศสหรัฐอเมริกา  เนเธอร์แลนด์และฮ่องกงประจำประเทศไทย  พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจของสภ..บ้านแหลม  จังหวัดเพชรบุรี  เข้าทำการตรวจค้นเรือประมงชื่อศรีอุบลชัย  หมายเลขทะเบียนเรือ 007601213  ที่บริเวณท่าเรือหลังบ้านเลขที่ 113  หมู่ที่ 1  ตำบลบ้านแหลม  อำเภอบ้านแหลม  จังหวัดเพชรบุรี

              เมื่อคนบนเรือเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้พากันกระโดดน้ำหนี  แต่ทั้งหมดไม่สามารถหลบหนีการจับกุมไปได้  เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมได้ทั้งสิ้น 9 คนคือ  1.นายสังวาลย์  กลีบอุบล  อายุ 73 ปี  2.นายสมบูรณ์  เล็กสาคร  อายุ 38 ปี  3.นายตี๋  แซ่กอ  อายุ 44 ปี  4.นายณรงค์ชัย  ประสพนุ่น  อายุ 29 ปี  5.นายไพรัช  รัตนจำนงค์  อายุ 33 ปี  6.นายประมวล  ยวกไธสงค์  อายุ 37 ปี  7.นายฉาย  เชยเกษม  อายุ 30 ปี  8.นายประดิษฐ์  ปลายไธสงค์  อายุ 27 ปี  และ9.นายบุญมี  แจ่มจันทร์  อายุ 24 ปี 

              ผลการตรวจค้นภายในตัวเรืออย่างละเอียด  พบยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เฮโรอีน)  ชนิดผงสีขาวห่อหุ้มด้วยพลาสติกใส  มีตราสิงห์โตคู่เหยียบลูกโลกจำนวน 39 ก้อน  น้ำหนักรวมวัสดุห่อหุ้มประมาณ 124.7 กิโลกรัม  มูลค่าในประเทศไทยประมาณ 30 ล้านบาท  แต่หากสามารถส่งออกไปถึงต่างประเทศได้  จะมีราคาสูงถึง 2,000 ล้านบาท  จึงแจ้งข้อหาว่า  ร่วมกันมียาเสพติดประเภท 1 (เฮโรอีน)  ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและพยายามนำออกนอกราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต

                จากการสอบสวนผู้ต้องหาทั้งหมดให้การว่า  ได้รับจ้างจากนายทุนผู้หนึ่งให้ขนสินค้าดังกล่าว  แต่ไม่ทราบว่าสินค้าดังกล่าวจะเป็นยาเสพติด  โดยบางคนได้รับค่าจ้างเพียงแค่ 500 บาทเท่านั้น  และการขนสินค้าดังกล่าวเพิ่งจะกระทำเป็นครั้งแรก  โดยได้ช่วยกันลำเลียงสินค้านี้ลงไว้ในท้องเรือ  และเตรียมที่จะออกเดินทางออกจากท่าเทียบเรือ  เพื่อไปพบกับเรือใหญ่ภายในน่านน้ำประเทศเวียดนาม  แต่ได้มาถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจค้นและจับกุมเสียก่อน

              การตรวจค้นและจับกุมยาเสพติดจำนวนมากในครั้งนี้  สืบเนื่องมาจากการประสานงานกันระหว่างเจ้าหน้าที่ปราบปรามยาเสพติดของหลายประเทศ  ได้ร่วมกันสืบสวนจนทราบว่าจะมีกลุ่มพ่อค้ายาเสพติด  ขนยาเสพติดจากประเทศไทยไปยังประเทศแถบยุโรปและอเมริกา  ซึ่งใช้เส้นทางลำเลียงทางทะเลโดยจะขนถ่ายใส่เรือประมงลำดังกล่าว  แล้วไปส่งต่อให้กับเรือใหญ่ซึ่งจะรอรับของอยู่ในน่านน้ำประเทศเวียดนาม  จากนั้นจึงจะส่งต่อไปยังประเทศแถบยุโรปและอเมริกา  ซึ่งยาเสพติดดังกล่าวหากเล็ดลอดออกไปได้  จะทำให้เกิดอันตรายต่อชาวโลกเป็นจำนวนมาก  จึงได้ร่วมมือกันเข้าทำการตรวจค้นสกัดกั้นจนพบยาเสพติดดังกล่าว

              จากการสอบสวนขยายผลหาตัวนายทุนผู้จ้างวานให้ขนยาเสพติดจำนวนมากนี้  ทราบว่านายทุนคนดังกล่าวคือ นายโปร่ง  เกตุศิริ  จึงได้ทำการออกหมายจับ  และสามารถติดตามจับกุมได้เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ..2538  ซึ่งนายโปร่งได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด  แต่เจ้าหน้าที่มีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะดำเนินคดีกับนายโปร่งได้  จึงได้ส่งมอบสำนวนและพยานหลักฐานต่างๆให้อัยการ  เพื่อฟ้องร้องดำเนินคดีนายโปร่งต่อศาลอาญากรุงเทพฯ  และได้ขออำนาจศาลฝากขังนายโปร่งไว้ที่ทัณฑสถานบำบัดพิเศษ  บางเขน

              ผลการพิจารณาของศาลชั้นต้น  เชื่อว่านายโปร่งได้กระทำผิดตามฟ้องจริง  โดยมีพฤติการณ์เป็นพ่อค้ายาเสพติดรายใหญ่  เป็นภัยต่อประเทศชาติและประชากรโลกอย่างร้ายแรง  การกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวเท่านั้น  โดยไม่คำนึงถึงผลเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับประเทศชาติและสังคมโลกโดยส่วนรวม  จึงได้ตัดสินให้ประหารชีวิตโดยไม่มีการลดหย่อนโทษ  และได้ส่งมาควบคุมตัวที่เรือนจำกลางบางขวาง 

              ..โปร่งได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลเพื่อต่อสู้คดี  ผลการพิจารณาของศาลอุทธรณ์  ได้ตัดสินยืนตามศาลชั้นต้น  ..โปร่งได้ยื่นฎีกาต่อศาลเพื่อต่อสู้คดีอีก  ผลการพิจารณาของศาลฎีกา  ได้ตัดสินยืนตามศาลชั้นต้นและอุทธรณ์  เมื่อเป็นนักโทษเด็ดขาดแล้ว  ..โปร่งได้ทำหนังสือถวายฎีกาทูลเกล้าฯขอพระราชทานอภัยโทษตามสิทธิ์  และรอผลการพิจารณาอยู่ที่หมวดควบคุมนักโทษประหารแดน 1         

                วันพุธที่ 4 กรกฎาคม พ..2544  เวลา 10.30 .  ข้าพเจ้าได้รับแจ้งอย่างเป็นความลับว่า  ในวันนี้จะมีการประหารชีวิตนักโทษเด็ดขาดจำนวน 1 ราย  จึงไปจัดเตรียมสิ่งของที่จะต้องใช้  ทำการสวดมนต์ไหว้พระ  บูชาท้าวเวชสุวรรณ  พร้อมทั้งทำจิตใจให้สงบ  รอเวลาที่จะเบิกตัวนักโทษมาดำเนินการตามขั้นตอนการประหารชีวิตต่อไป

              เวลา 16.00 .  ข้าพเจ้าได้รับทราบชื่อนักโทษที่จะต้องเข้าไปเบิกตัวคือ  ..โปร่ง  เกตุศิริ  จึงเข้าไปทำการเบิกตัวน..โปร่งที่หมวดควบคุมนักโทษประหารแดน 1  เมื่อเจ้าหน้าที่ประจำตึกขังไขกุญแจเปิดประตูตึก  มีเสียงนักโทษพูดว่า ประหารอีกแล้วโว้ยพวกเรา  สงสัยจะไม่มีใครเหลือแน่  เล่นประหารกันทุกอาทิตย์แบบนี้  เวรกรรมของพวกเราจริงๆโว้ย 

              เมื่อข้าพเจ้าไปหยุดยืนที่หน้าห้องน..โปร่ง  ภายในห้องนั้นมีนักโทษเด็ดขาดอยู่ 3 ราย  เป็นคดีความผิดต่อชีวิต 2 ราย  คดียาเสพติด 1 ราย  ที่เหลืออยู่ระหว่างอุทธรณ์และฎีกา  นักโทษภายในห้องนั้นต่างหน้าซีดกันทุกคน  มีนักโทษซึ่งนั่งติดกับลูกกรงหน้าห้องขังถามข้าพเจ้าด้วยเสียงสั่นๆว่า คดีอะไรหรือครับหัวหน้า  ข้าพเจ้าตอบว่า ยาเสพติด  เสียงนักโทษในห้องร้องออกมาแทบเป็นเสียงเดียวกันลุงโปร่ง  ..โปร่งนั่งชันเข่าขึ้นมาแล้วก้มหัวลงไปซบ  เสียงนักโทษภายในห้องพูดว่าโถไม่น่าเลยลุงโปร่ง  ผมเสียใจด้วยครับ  ลาก่อนครับลุง  ไปที่ชอบนะลุง  ฯลฯ

              ..โปร่งลุกขึ้นยืนเซนิดหน่อย  สูดหายใจเข้าปอดแรงๆ  แล้วก้าวเดินมาที่ประตูห้อง  พร้อมกับหันหน้าไปพูดกับเพื่อนร่วมห้อง ลุงขอลาทุกคนก่อนนะ  อย่ามีใครโดนประหารอย่างลุงอีกเลยนะ  เมื่อออกมาพ้นประตูห้อง  ข้าพเจ้าทำการตรวจค้นตัวและสวมกุญแจมือตามคำสั่ง  แล้วนำตัวเดินออกจากตึกขังทันที  นักโทษตามห้องต่างๆพากันส่งเสียง ลาก่อนลุงโปร่ง  ทำใจดีๆไว้ลุง  ไปสู่สุคตินะลุง  ฯลฯ

              เมื่อออกมาพ้นประตูแดน 1  มีนักข่าวเข้ามาถ่ายภาพจำนวนมาก  ..โปร่งหันมาพูดกับข้าพเจ้า ขอผมได้คุยกับนักข่าวสักเดี๋ยวเถอะนะครับ  ข้าพเจ้าตอบไปว่า ยังไม่ได้ครับลุง  ต้องรอให้ผู้ใหญ่อนุญาตก่อน  ..โปร่งพูดว่า ถ้ายังไงช่วยขออนุญาตให้ผมด้วยนะ  ผมมีเรื่องจะพูดกับนักข่าว  ผมอยากจะแฉความจริงให้ทุกคนได้รับรู้ว่า  ตัวการใหญ่ในการค้ายาเสพติดมีใครกันบ้าง  ถ้ารัฐบาลกล้าที่จะเอาผิดกับคนพวกนี้  ผมรับรองว่ายาเสพติดแทบจะไม่มีเหลือต่อไปอีกเลย  ข้าพเจ้าตอบรับว่า ครับผมจะขอให้  แต่ผมไม่รับปากนะว่าจะได้หรือเปล่า

              เมื่อเข้ามาในหมวดผู้ช่วยเหลือฯแล้ว  ข้าพเจ้าได้ขออนุญาตให้น..โปร่งตามที่รับปากไว้  แต่ไม่ได้รับการอนุญาต  เนื่องจากไม่ทราบว่าน..โปร่งจะพูดเรื่องใดและจริงเท็จแค่ไหน  หากปล่อยให้พูดในเรื่องไม่สมควรออกไป  เรือนจำอาจจะต้องรับผิดชอบในคำพูดนั้นก็ได้  ข้าพเจ้าจึงบอกให้น..โปร่งได้รับรู้ 

              ..โปร่งส่ายหัวพร้อมกับพูดว่า ทำไมไม่เปิดโอกาสให้ผมได้พูดความจริงบ้าง  ผมไม่ได้ทำผิดอะไรผมถูกใส่ความ  ของในเรือไม่ใช่ของผม  ผมจะเอาเงินที่ไหนไปหาผงขาวมาได้ตั้งมากมายขนาดนั้น  แต่ถ้าของในเรือเป็นของผมจริง  มันก็ไม่ได้ทำร้ายคนไทยซะที่ไหน  ของกำลังถูกส่งออกต่างประเทศ  ไม่น่าจะมาประหารผมเลย 

              ข้าพเจ้าจึงบอกน..โปร่งไปว่า ลุงพูดอย่างนี้ก็ไม่ถูกนะ  ถ้าของนั้นเป็นของลุงจริงแล้วสามารถหลุดรอดออกไปนอกประเทศได้  ลุงลองคิดดูก็แล้วกัน  จะมีคนตั้งเท่าไรที่จะต้องตายเพราะมัน  จะเป็นคนต่างชาติหรือคนไทย  ก็คือคนเหมือนกัน  ชีวิตของทุกคนย่อมมีค่าเหมือนกันหมด  ..โปร่งจึงเงียบเสียงลงไปได้

              เจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองทะเบียนประวัติอาชญากร  และเจ้าหน้าที่ฝ่ายทะเบียนประวัติผู้ต้องขัง  เข้ามาพิมพ์ลายนิ้วมือและตรวจสอบประวัติบุคคล  ..โปร่งพูดว่า จริงๆนะครับ  ของในเรือไม่ใช่ของผม  ไอ้พวกนั้นมันโยนความผิดมาให้ผม  ผมต้องขายที่ขายทางมาสู้คดีจนหมดตัว  ครอบครัวผมต้องมาพังพินาศ  ทำไมไม่ให้ความยุติธรรมกับผมบ้าง  ผมต้องไปรับผิดชอบในเรื่องที่ผมไม่รู้เรื่องด้วยหรือยังไง  ถึงผมจะแก่แล้วอยู่ไปอีกไม่นานก็ตาย  แต่ทำไมผมจะต้องมาตายเพราะโดนยิงเป้า  ชื่อเสียงวงศ์ตระกูลและครอบครัวของผมจะเอาไปไว้ที่ไหน  ในเมื่อผมจะต้องตายอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง  ก็น่าจะให้ผมได้มีโอกาสแก้ตัวกับพวกนักข่าว  เพื่อกู้ชื่อเสียงวงศ์ตระกูลของผมกลับคืนมาบ้าง

              ข้าพเจ้าบอกไปว่า ลุงโปร่งครับขอผมพูดอย่างเป็นกลางนะ  ถ้าลุงโปร่งได้คุยกับนักข่าวแล้ว  ลุงโปร่งเชื่อว่าพวกนักข่าวเขาจะเขียนแก้ตัวให้ลุงโปร่งหรือยังไง  ถ้าฉบับไหนช่วยเขียนแก้ตัวให้กับลุงโปร่งก็ดีไป  แต่ถ้าเขากลับไปเขียนตรงกันข้ามกับที่ลุงพูดหละครับ  หาว่าลุงโปร่งสร้างเรื่องก่อนตายเพื่อใส่ร้ายคนอื่น  เอาคำพูดของลุงไปวิจารณ์ในทางไม่ดีกับตัวของลุงโปร่งเอง  ชื่อเสียงวงศ์ตระกูลของลุงโปร่งไม่แย่ลงไปอีกหรือ  เชื่อผมเถอะนะอย่าไปยุ่งกับนักข่าวดีกว่า  ใครอยากจะถ่ายรูปก็ปล่อยเขาไป  ลุงต้องไม่ทำตัวอ่อนแอให้ใครเห็นนะ  เพราะอย่างน้อยเมื่อเขาเอารูปของลุงโปร่งไปออกข่าว  ใครเห็นก็ยังพูดได้ว่าลุงมีความเข้มแข็งกล้ายอมรับความตาย  อย่างน้อยก็เป็นการกู้ชื่อเสียงให้ลุงได้ทางหนึ่ง

              ..โปร่งพูดว่า มันก็จริงอย่างที่หัวหน้าพูด  ตกลงผมจะไม่ยุ่งกับนักข่าวแล้ว  แต่ผมจะบอกให้ทุกคนในที่นี้ได้รู้ไว้  ผมไม่ใช่เจ้าของผงขาวที่ถูกจับได้  เจ้าของตัวจริงมันยังเดินลอยนวลอยู่สบาย  แต่ผมกลับต้องมาตายแทนมัน  พวกที่ถูกจับได้ก่อนมันซัดมาที่ผมคนเดียว  ผมมาถูกตำรวจจับได้ทีหลัง  ผมปฏิเสธข้อหาและสู้คดีอย่างสุดชีวิต  แต่ผมแพ้  แพ้อย่างย่อยยับ  ทางบ้านแทบหมดเนื้อหมดตัว  ถ้าผมรู้ว่าต้องมาเป็นอย่างนี้  ผมคงไม่สู้คดีให้หมดสิ้นเงินทองหรอกครับ  สู้เก็บไว้ให้ลูกหลานได้ใช้ดีกว่า

              หลังจากเจ้าหน้าที่พิมพ์ลายนิ้วมือเสร็จ  เวรผู้ใหญ่ได้เข้ามาอ่านคำสั่งจากสำนักนายกรัฐมนตรี  ให้น..โปร่งฟังและให้เซ็นทราบในคำสั่งนั้น  แล้วได้เปิดโอกาสให้ทำพินัยกรรมและเขียนจดหมายตามสะดวก  จากนั้นจึงได้นำอาหารมื้อสุดท้ายมาให้  แต่น..โปร่งปฏิเสธที่จะกิน  ขอสูบเพียงแค่ยาเส้นมวนใบจากเท่านั้น  มีเจ้าหน้าที่บางนายส่งบุหรี่ให้  แต่น..โปร่งบอกว่า สู้ใบจากไม่ได้หรอกครับ  ผมมันคนลูกทุ่ง

              จากนั้นได้นำน..โปร่งไปฟังเทศนาธรรมจากพระสงฆ์ที่ได้นิมนต์มา  ซึ่งระหว่างการฟังเทศน์  ..โปร่งมีน้ำตาไหลซึมออกมาตลอดเวลา  เสร็จแล้วจึงนำไปห้องประหารทันที  ข้าพเจ้าส่งกระดาษชำระให้น..โปร่งพร้อมกับบอกว่า เช็ดน้ำตาซะลุง  อย่าให้ใครเห็นน้ำตาแล้วเอารูปไปลงหนังสือพิมพ์ได้  ทำใจให้เข้มแข็งเข้าไว้

              เมื่อเดินผ่านกลุ่มนักข่าวน..โปร่งกระซิบบอกข้าพเจ้าว่า แหมผมอยากคุยกับนักข่าวจริงๆ  มันคันปากเหลือเกิน  จะได้รู้กันว่าใครคือเจ้าของผงขาวตัวจริง  ข้าพเจ้าเตือนไป เชื่อผมเถอะนะลุง  อย่าไปยุ่งกับนักข่าวจะดีกว่า  ซึ่งน..โปร่งยอมทำตามที่ข้าพเจ้าบอก  แต่มีสีหน้าเคร่งเครียดเป็นอย่างมาก 

              เมื่อมาถึงศาลเจ้าพ่อเจตคุปต์  ได้แวะให้เข้าไปกราบไหว้  แล้วนำตัวไปที่ห้องประหารต่อ  เมื่อเข้ามาในศาลาเย็นใจ  ได้ให้นั่งที่เก้าอี้ขาว  ข้าพเจ้าส่งดอกไม้ธูปเทียนให้พร้อมกับพูดกับน..โปร่งว่า อโหสิกรรมให้พวกผมทุกคนด้วยนะครับลุง  ผมและทุกคนทำตามหน้าที่  ..โปร่งตอบว่า ครับหัวหน้า  ผมขออโหสิกรรมให้กับทุกคน  ผมขอลาก่อนนะครับ  พี่เลี้ยงอีกนายนำผ้าดิบมาผูกปิดตา  แล้วช่วยกันประคองตัวนำเข้าสู่ห้องประหาร 

              ภายในห้องประหาร  ได้นำเข้าไปที่หลักประหารหลักที่หนึ่ง  โดยจัดแกนไม้สำหรับนั่งขึ้นสูงสุด  เนื่องจากน..โปร่งเป็นคนที่สูงมาก  ทำการผูกมัดตัวให้ติดกับหลักประหาร  ตั้งเป้าตาวัวให้ตรงกับที่ตั้งของหัวใจ  เอาทรายแห้งโรยรอบหลักประหาร  ข้าพเจ้าทำการขออโหสิกรรมอีกครั้ง  แล้วแจ้งให้หัวหน้าชุดประหารทราบ

              พลเล็งปืนเข้ามาทำหน้าที่บรรจุกระสุน  ตั้งศูนย์ปืนให้ตรงกับเป้าตาวัว  เพชฌฆาตมือหนึ่งเข้าทำการตรวจสอบศูนย์ปืนอีกครั้ง  เมื่อได้ที่แล้วธงแดงได้สะบัดลง ปัง   ปัง  ปัง ปังๆๆๆๆๆ  เสียงปืนดังขึ้นมาทั้งสิ้น 9 นัด  ทำการประหารเมื่อเวลา 17.15 .

              เมื่อครบ 3 นาที  ข้าพเจ้าและแพทย์ได้เข้าไปตรวจดูร่างน..โปร่งที่หลักประหาร  ปรากฏว่าได้สิ้นใจไปแล้ว  หัวหน้าชุดประหารจึงสั่งให้นำร่างลงจากหลักประหาร  จับให้นอนคว่ำหน้าเพื่อความสะดวกแก่เจ้าหน้าที่พิมพ์ลายนิ้วมือต่อไป 

              ปัจจุบันนี้  รูปถ่ายในการประหารน..โปร่งทุกขั้นตอน  และเทปบันทึกการประหารอย่างละเอียด  ได้ใช้ในการเตือนสติแก่ผู้ที่มาเยี่ยมชมและดูงานที่เรือนจำกลางบางขวาง  นับได้ว่าถึงแม้ลุงโปร่งจะได้จากโลกนี้ไปแล้ว  แต่ยังสามารถทำคุณประโยชน์ให้แก่คนที่อยู่ข้างหลัง  ได้เกรงกลัวต่อโทษทัณฑ์อันสูงสุดนี้สืบไป       

               ขอชมเชยผลงานการจับกุมและความร่วมมือ  ของเจ้าหน้าที่ปราบปรามยาเสพติดทุกประเทศ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจปราบปรามยาเสพติดของไทย

              ขออภัยต่อทุกท่านที่มีชื่อเกี่ยวข้อง  ซึ่งข้าพเจ้าได้เขียนไปตามความเป็นจริง  ไม่มีเจตนาที่จะทำให้เสียหายแต่อย่างใด

              ขออโหสิกรรมต่อนายโปร่ง  เกตุศิริ  และขอให้วิญญาณจงเป็นสุขอยู่ในภพที่ดีด้วย